http://pakoy.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

ปฎิทิน

« August 2014»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

สถิติ

เปิดเว็บ01/06/2007
อัพเดท27/06/2014
ผู้เข้าชม352,576
เปิดเพจ241,093

บริการ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ

ไก่ป่าก๋อย

ไก่พม่า

ลักษณะไก่เก่ง

การเลี้ยงไก่ชน

ลักษณะไก่เก่ง

ลักษณะไก่เก่ง

ศาสตร์และศิลปะ เกล็ดพิฆาต โดย อาจารย์พน นิลผึ้ง

 

เกี่ยวกับผู้เขียน          อาจารย์พน นิลผึ้ง  เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๘๔  เป็นคนพื้นเพจากอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี  จบการศึกษาปริญญาตรี คุรุศาสตร์บัณฑิตจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา รับราชการเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ในตำแหน่งครูโรงเรียนวัดเพลง จังหวัดราชบุรี   ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนะจีนะอุทิศ กทม.  เป็นผู้รักไก่ชนมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยศึกษาเรียนรู้ในเรื่องไก่ชนจากญาติพี่น้องและชาวบ้าน จากตำนานไก่ชน และประยุกต์ศึกษาด้วยตนเอง    ท่านเป็นผู้มีความรู้และมีอุปการะแก่วงการไก่ชนเป็นอย่างมาก ทั้งเป็นผู้เรียบเรียงตำรับตำราไก่ชนอีกมากมาย      
  การเรียบเรียงรวบรวม   ได้ใช้หนังสือโหงวเฮ้งไก่ชนของอาจารย์พน นิลผึ้ง  เป็นหลักเป็นแนวทาง    และได้รวบรวมภาพจากนิตยสาร สนามไก่ชน ในคอลัมน์ ศาสตร์และศิลป์ เกล็ดพิฆาต โดย อาจารย์พน นิลผึ้ง อีกเช่นกัน                                                                                               นายแมค สุ่มไก่ดอตคอม  ผู้รวบรวมเรียบเรียง 

เรื่องเกี่ยวกับไก่ชน ว่าด้วย ศาสตร์และศิลปะ เกล็ดพิฆาต โดย อาจารย์พน นิลผึ้ง

รูปลักษณ์แข้ง    คือ รูปร่างลักษณะของแข้งไก่นั้นเอง ไก่แข้งดี โบราณว่าจะเป็นไก่ตีเจ็บ จากการสังเกตดูในปัจจุบันเห็นว่าเป็นความจริงเหมือนโบราณว่าไว้    แข้งไก่ที่ดีจะมีลักษณะกลมเรียวและเล็ก จึงเทียบเป็นคำพูดง่ายๆ ไว้ว่า นกแข้งใหญ่ ไก่แข้งเล็ก หมายความว่า นกเขาที่ดีรูปลักษณะแข้งใหญ่ๆ จะเป็นนกขยันบิน บินเก่ง ขันมีคารมและขันนาน ในไก่ชนไก่แข้งเล็กๆ กลมๆ แบบไม้เรียว ไม้ตะพด จะเป็นไก่ตีเจ็บ

                            ส่วนไก่ที่แข้งใหญ่ๆแบนๆ จะเป็นไก่ตีไม่เจ็บตีไม่แม่น จึงไม่นิยมเอามาเลี้ยงตี คนโบราณได้เปรียบเทียบและเรียกชื่อลักษณะของแข้งขาไก่ไว้ดังนี้

๑.แข้งลำเทียน    จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายเล่มเทียนบูชาพระ ส่วนล่างบริเวณข้อเท้าจะโตกว่าส่วนบนบริเวณใต้ข้อขา ผิวแข้งจะกลมกลึง เกล็ดจะราบเรียบไม่มีเหลี่ยม ไม่มีคม เป็นแข้งที่สวยงามที่สุด เป็นแข้งที่ตีไก่เจ็บ

 

 
  ๒.แข้งลำหวาย    จะมีลักษณะแข้งคล้ายกับลำหวาย ท่อนบนใหญ่ท่อนล่างเล็ก เหมือนกับแข้งลำเทียน จะต่างกันตรงที่ผิวแข้งจะมีเหลี่ยมเล็กน้อยตามแนวของเกล็ด ผิวเกล็ดจะเผยอขึ้นเล็กน้อย เป็นแข้งที่สวยงามพอกับแข้งลำเทียน และตีไก่เจ็บเช่นกัน
๓.แข้งไม้ดัด หรือแข้งคัด    จะมีลักษณะคล้ายกับไม้ดัด ไม้คมแฝก ด้านข้างแข้งจะออกเป็นเหลี่ยมเป็นมุม แข้งจะโตเสมอต้นเสมอปลายทรงเหลี่ยม ผิวแข้งจะขรุขระไม่ราบเรียบ เกล็ดซ้อนเผยอขึ้น เป็นไก่แข้งสวยรองจาก แข้งลำหวาย เป็นแข้งที่ตีไก่เจ็บเช่นกัน

 

 

  ๔.แข้งกระบองเพชร หรือกระบองยักษ์    รูปลักษณ์เป็นแข้งกลม ข้อขาเล็กข้อเท้าใหญ่ เกล็ดราบเรียบ เป็นกำไลทั้งแข้ง ถ้ากำไลตรงเรียกปัดตลอดหรือนกเอี้ยง ถ้ากำไลเฉียงเรียกกระบองยักษ์ เป็นไก่แข้งงามต่อจากแข้งไม้ดัดหรือแข้งคัด

 

๕.แข้งบัวไหว หรือแข้งขุนนาง    มีรูปลักษณะเรียวยาวแบบนิ้วคน เกล็ดผิวแข้งจะเรียบ แข้งดีกล้ามเนื้อจับดูจะนิ่มนุ่มเหมือนนิ้วคน เดือยโยกคลอนอ่อนไหว เป็นแข้งสวยรองจากแข้งกระบองเพชร  ตีไก่เจ็บปวดเช่นกัน (ไม่มีรูปภาพประกอบ)

         คัดลอกจากวารสาร สนามไก่ชน รายปักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๙ ประจำวันศุกร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔

รูปลักษณ์เกล็ดแข้งด้านหน้า

    ๑.หน้าแข้ง    คือ ส่วนของแข้งด้านหน้า ตั้งแต่ข้อขาลงมาถึงปลายนิ้วทั้งสาม คือ นิ้วกลาง นาง และชี้ ของไก่ หน้าแข้งจะประกอบด้วยเกล็ดต่างๆ เรียงเป็นแถว อาจจะเป็นหนึ่งแถว สองแถว สามแถว อาจจะตรงกันตลอดหรือไม่ก็ได้ ถ้าเรียงตรงกันตลอดเป็นระเบียบถือว่าดี                       แบ่งออกได้ ดังนี้ คือ           

๑.๑.    เกล็ดด้านหน้าเรียงกันเป็นระเบียบหนึ่งแถว ถ้าเรียงกันตรงลงมาถึงข้อเท้า เรียกว่ากำไลปัดตลอด ถ้าเรียงกันเฉียงลงมาถึงข้อเท้าเรียกพันลำ ถือว่าดี

    เกล็ดกำไลพันลำ ภาพจากนิตยสาร สัตว์ปีก เพื่อนไก่ชน ฉบับที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

 

*** ประเภทเกล็ดกำไล คือ เกล็ดคาดเต็มแข้งไก่ด้านหน้าจากด้านซ้าย ไปข้างขวา เป็นเกล็ดเดียวไม่มีรอยแตกหรือรอยขาด เกล็ดกำไลที่สำคัญและมีอิทธิฤทธิ์พิษสง มีอยู่ ๗ ชนิด คือ

๑.๑.๑.กำไลปัดตลอด คือ เกล็ดกำไลคาดตรงตลอดจากข้อขาถึงข้อเท้าแบบเกล็ดนกเอี้ยงเป็นเกล็ดกำไลที่สวยงามมาก มีอิทธิฤทธิ์พิษสงตีเจ็บปวดลึกแบบโดนฟาดด้วยไม้กระบอง เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ง่าย ไก่กำไลปัดตลอดมักจะตีลำตัวได้เจ็บ ถ้าขึ้นหัวได้จะตีให้แพ้เลย

๑.๑.๒.กำไลพันลำ คือ เกล็ดกำไลคาดเฉียงตลอดจากข้อขาถึงข้อเท้า แบบลายกระบองยักษ์ เป็นเกล็ดกำไลที่สวยงาม พอๆกับกำไลปัดตลอด มีอิทธิฤทธิ์พิษสงแบบไม้กระบองยักษ์ ตีเจ็บปวดลึก เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ง่าย เช่นเดียวกับเกล็ดกำไลปัดตลอด

๑.๑.๓.กำไลหนุมานนั่งแท่น คือ เกล็ดกำไลคาดตรงหรือเฉียงจากข้อขาบนปกลงมา ๓ เกล็ดติดๆกัน ถ้ามี สองข้างยิ่งดี เรียกว่าหนุมานนั่งแท่น หรือหนุมานครองเมือง เป็นเกล็ดกำไลที่สวยงามอีกเกล็ดหนึ่ง มีอิทธิฤทธิ์พิษสงแพ้ยาก เชื่อว่าแม้ถูกตีจนหักจนชักก็สามารถฟื้นคืนกลับมาเอาชนะได้  เป็นไก่อึดทนแข็งแรงเก็บอาการได้ดี

ภาพจากนิตยสารสนามไก่ชน ฉบับปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ ประจำวันศุกร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ 

 

๑.๑.๔.กำไลขนปกหรือผมตก คือ เกล็ดกำไลคาดตรง ตรงข้อขากับขนมีขนข้อขาย้อยมาปิด เรียกขนปกหรือผมตก มีอิทธิฤทธิ์คล้ายแต่ด้อยกว่ากำไลหนุมานนั่งแท่น

ภาพจากนิตยสารสนามไก่ชน ฉบับปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ ประจำวันศุกร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕   ได้ตกแต่งภาพเพื่อให้เห็นส่วนที่เป็นกำไลขนปกชัดเจนขึ้น

๑.๑.๕.กำไลคาดเดือย คือ เกล็ดกำไลคาดตรงหรือเฉียงอยู่ตรงหน้า ถ้ามีทั้งสองข้างยิ่งดี เป็นกำไลสวยงามเช่นกัน มีอิทธิฤทธิ์พิษสงมาก ไก่กำไลหน้าเดือยสองข้างจะแทงแม่น ตีเดือยจัด จะได้ชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว

๑.๑.๖.กำไลเหนือเดือยและกำไลใต้เดือย  คือ เกล็ดกำไลคาดเหนือเดือยขึ้นไป หรือต่ำกว่าเดือยลงมา ถ้ามีเหมือนกันทั้งสองข้างตรงกันจะดียิ่ง มีอิทธิฤทธิพิษสงคล้ายกำไลขนปกแต่ด้อยกว่า

๑.๑.๗.กำไลฟ้าผ่าหรือกำไลเพชร คือ เกล็ดกำไลที่คาดเรียงแบบกำไลพันลำและมีรอยแตกผ่าลงมาประมาณครึ่งเกล็ดแต่ไม่ถึงกำไลขาด เรียกว่ากำไลฟ้าผ่าหรือกำไลเพชร เป็นไก่ตีเจ็บ ตีแตก ตีหัก ตีชัก

    (***จากนิตยสาร กีฬาไก่ชน ฉบับปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ คอลัมน์ลักษณะไก่เก่ง)

       

๑.๒.    เกล็ดด้านหน้าเรียงกันเป็นระเบียบสองแถว ถ้าเรียงกันสองข้างตรงตลอด ถึงข้อเท้าเรียก ร่องน้ำปัดตลอด ถ้าเรียงสลับขบสับกันสองแถว ตลอดถึงข้อเท้า เรียกจระเข้ขบฟันถือว่าดี

เกล็ดสองแถว ภาพจากนิตยสาร สนามไก่ชน ฉบับปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ ประจำวันศุกร์ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๔

 

                           

๑.๓.    เกล็ดด้านหน้าเรียงกันเป็นระเบียบสามแถวตลอด เกล็ดแถวกลางเรียงตรงมาต่อกับเกล็ดนิ้วกลาง เกล็ดแถวริมในเรียงตรงมาต่อกับเกล็ดนิ้วชี้(นิ้วใน) เกล็ดแถวริมนอกเรียงตรงมาต่อกับเกล็ดนิ้วนาง(นิ้วนอก)   ถ้าเรียงต่อกันแบบปูแผ่นกระเบื้องพื้น เรียกปัดตลอด ถ้าเรียงต่อกันแบบมุงหลังคา เกล็ดซ้อนกัน บนทับล่าง เรียกพญาครุฑ ถือว่าเป็นเกล็ดดี

เกล็ดสามแถว  ภาพจากนิตยสาร สนามไก่ชน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๙ ประจำวันศุกร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔

        ๑.๔.    เกล็ดรูปแบบต่างๆ เกล็ดหน้าเรียงกันเป็นระเบียบเป็นแถวตลอดตั้งแต่ข้อขาลงมาถึงบริเวณหน้าเดือย มีเกล็ดเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น กากบาท ดอกจัน ดาวล้อมเดือน บัวตูม บัวบาน และอื่นๆถือว่าดี

เกล็ดดาวล้อมเดือน

เกล็ดกากบาท

เกล็ดบัวบาน

เกล็ดบัวตูม

๑.๕.เกล็ดเหน็บเกล็ดแตก    มีเกล็ดเล็กๆขึ้นเหน็บหรือแซมที่หน้าแข้งหรือนิ้ว หรือมีรอยแตกรอยผ่าที่เกล็ดหน้าแข้ง หรือนิ้ว  ถือว่าดี เช่น

๑.๕.๑.เกล็ดเหน็บหรือแตกหน้าเดือย    คือเกล็ดเล็กที่ขึ้นเหน็บซ้อนใต้เกล็ดหน้าบริเวณหน้าเดือย ถ้ามีที่ขาทั้งสองข้างถือว่าแทงยับ  ไก่เหน็บหน้าเดือยถ้าที่มีที่ขาข้างเดียว เรียกว่าเกล็ดขัด และถ้ายิ่งหงอนไม่เลยลูกตา เชื่อว่าไม่คุ้มลูกตาข้างเหน็บ    ถ้าปล้ำชน ตาข้างที่เกล็ดขัดมักบอด

ภาพจากนิตยสาร สนามไก่ชน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๐ ประจำวันศุกร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓

       ๑.๕.๒.เกล็ดเหน็บหรือแตกนิ้วใน(นิ้วชี้)    เรียกว่า เหน็บใน  จะเป็นไก่ตีเจ็บตีหักตีชัก ถ้าเหน็บสองข้างๆละหลายเกล็ดตรงกัน ถือว่าดีมาก ตีหนักตีหักตีชักให้คู่ต่อสู้แพ้เลย  ถ้าเหน็บสองข้างไม่ตรงกัน จะตีหักตีชักต้องตีหลายครั้งคู่ต่อสู้จึงจะแพ้   ถ้าเหน็บข้างเดียวจะตีไก่เจ็บมีหักมีชัก แต่ไม่ถึงกับวิ่งหนีแบบชนิดแรก แต่ถ้าเกล็ดแตกไม่ถึงกับเหน็บหรือซ้อน ถือว่าเป็นไก่แข้งคม ตีแตกเกิดบาดแผล มีหักเล็กน้อย

    ๑.๕.๓.เกล็ดเหน็บหรือแตกบริเวณข้อนิ้วกลาง เรียกขุนแผนสะกดทับ จะเป็นไก่ตีไก่หยุดหมด เก่งสะกดคู่ต่อสู้ได้ 

  ๑.๕.๔.เกล็ดแตกบริเวณนิ้วทุกนิ้วทั้ง ๘ นิ้ว กี่เกล็ดก็ได้ เรียก จักรนารายณ์ เป็นไก่ตีหักตีชัก ทำลายคู่ต่อสู้ได้ง่ายๆ

 

    ๑.๕.๕.เกล็ดแตกปลายนิ้วทุกนิ้วทั้ง ๘ นิ้ว เรียก ผลาญศัตรู จะเป็นไก่ตีเจ็บมาก มีหักมีชักถึงแพ้พิการหรือตาย จะแก้ปราบไก่ได้ทุกตัว จะไม่ยอมแพ้ไก่ใด ถ้าแตกไม่ครบ ๘ นิ้ว จะเป็นไก่ตีเจ็บตีหัก แต่ไม่ถึงตาย 

    ๑.๕.๖.เกล็ดก้อยแตกทุกเกล็ดทั้งสองก้อย เรียก ไชบาดาล จะเป็นไก่ตีเจ็บปวดมาก มีหักมีชัก อาจพิการหรือตายได้ เช่น เกล็ดผลาญศัตรู  ถ้าแตกปลายนิ้วเข้ามา หรือจากเกล็ดติดเล็บมาข้างละ ๓เกล็ดถือว่าดีแล้ว อย่างน้อยต้องให้เกล็ดปลายสุดติดเล็บแตกถึงจะดี

***เกล็ดเหน็บ-เกล็ดแตก ทั้งสองอย่างนี้ บางตำราว่าเหมือนกัน แต่ท่าน อาจารย์พน นิลผึ้ง ได้ให้ทัศนะว่าน่าจะแตกต่างกัน เกล็ดเหน็บเป็นเกล็ดเล็กๆขึ้นซ้อนอยู่ใต้เกล็ดใหญ่อื่นๆในแข้งไก่                                ส่วนเกล็ดแตก คือ เกล็ดที่มีรอยแยกแตกออกเป็นส่วนๆ แบ่งเกล็ดนั้นออกเป็นสองหรือสามส่วน

***จากนิตยสารสนามไก่ชน ฉบับปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ ประจำวันศุกร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ คอลัมน์ ศาสตร์และศิลป์เกล็ดพิฆาต

๒.ท้องแข้ง    คือ ส่วนของแข้งที่อยู่ด้านหลังตรงข้ามกับหน้าแข้ง ตั้งแต่ข้อขาตรงน่องสิงห์ลงมาถึงปลายนิ้วก้อย ท้องแข้งที่ดีจะต้องอิ่ม นูน เต็มไม่ฟีบแบนหรือโบ๋

 

๒.๑.เกล็ดบัวแข้งหรือเกล็ดพลายน้ำ 
จะขึ้นจากข้อขาบนตรงน่องสิงห์เรียงลงมาตามสันหลังแข้ง ถ้าเรียงตรงแบบปูกระเบื้อง ถือว่าธรรมดา  ถ้าเรียงซ้อนกันลงมาแบบมุงหลังคา ถือว่าดี ถ้าเรียงหงายขึ้นถือว่าธรรมดา ถ้าเรียงคว่ำถือว่าดี ถ้าเรียงลงมาไม่ถึงเดือยหรือแค่ครึ่งแข้งกว่าถือว่าไม่ดี เรียกบัวขาด หรือถอดหัวหนี จะถอดใจง่าย เวลาชน ไม่อดทน ถ้าเกล็ดบัวเรียงลงมาเลยเดือยมากๆ ถึงถุงเงินถือว่าดี อดทน แพ้ยาก ถ้าเกล็ดบัวหลังแตก ถือว่าดี แข้งคม ตีไก่ได้เลือด มีหักมีชัก

๒.๒.เกล็ดเม็ดข้าวสาร เม็ดข้าวโพด คือ เกล็ดด้านหลังแข้งตรงท้องแข้งที่ขึ้นเรียงต่อจากเดือยขึ้นไปหาข้อขาบน ถ้าเกล็ดเต่งยาวเรียกเม็ดข้าวสาร ถ้าเกล็ดเต่งกลมเรียกว่าเม็ดข้าวโพดถือว่าดี ถ้าเกล็ดเม็ดข้าวสารหรือเม็ดข้าวโพดลีบแบน เรียกอันบอด ถือว่าไม่ดี

    ๒.๒.๑.เกล็ดเม็ดข้าวสาร เม็ดข้าวโพด ขึ้นต่อจากเดือยเรียงตรงขึ้นไป ถึงข้อขาบนได้ ๑๒ เกล็ด ถือว่าสุดยอด เรียกข้าวสารพระอินทร์ จะตีไก่เจ็บปวดมาก และไม่แพ้ใคร ถ้าเลี้ยงดีเปรียบดี

    ๒.๒.๒.เกล็ดเม็ดข้าวสาร เม็ดข้าวโพด เรียงไม่เป็นระเบียบ ขนาดไม่สม่ำเสมอ ถือว่าสับสน เล่นต้องระวังอย่าเผลอ ให้ดูตรงเม็ดที่ขัดออกนอกแถว ถ้าเต่งจะดี ถ้าบอดจะไม่ดี จะเล่นหรือจะออกตัวให้พิจารณาดูตรงนี้  เพราะเกล็ดเม็ดข้าวสาร เม็ดข้าวโพดจะเป็นตัวบ่งบอกอันไก่ว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี ชนได้ประมาณกี่อัน เช่น ถ้าเกล็ดเม็ด ๑-๒-๓ ใหญ่    แต่ตรงเม็ดที่ ๔ เล็กบอดและขัดออกมานอกแถว ไก่จะเป็นรองในอันนั้น หรือแพ้อันนั้น ถ้าเกล็ดเม็ด ๑-๒-๓ เล็กเฉ เม็ด ๔-๕-๖ ใหญ่ ตรงเม็ดที่ ๖ ใหญ่มาก ไก่จะเป็นต่อและอาจชนะในอัน ๖ ให้เริ่มเล่นได้ในอันที่ ๔ ไก่ที่มีเม็ดข้าวสารมากๆดีกว่า มีเกล็ดเม็ดข้าวสารเม็ดข้าวโพดน้อย

    ๒.๒.๓.เกล็ดเสริมเม็ดข้าวสาร คือ เกล็ดที่ขึ้นคู่ด้านข้างเกล็ดเม็ดข้าวสาร ขาทั้งสองข้าง ถ้าเกล็ดเสริมเม็ดข้าวสารมีข้างละสองแถวเรียงตรงกันขึ้นไป เม็ดเกล็ดเต่งตึง แบบเม็ดข้าวสาร ถือว่าดี ตีไก่เจ็บมาก ค่อนข้างหายาก

๒.๓. เกล็ดสังวาลย์หรือสร้อยสังวาลย์    เป็นเกล็ดด้านข้างอยู่ด้านนอกของแข้งไก่ เรียงตั้งแต่บริเวณเดือนขึ้นไปถึงข้อขาบนทั้งสองข้างขา ถ้าเกล็ดสังวาลย์มีข้างละสามแถวตลอด จะเป็นไก่รักศักดิ์ศรี รักเดิมพันจะไม่ยอมแพ้ไก่ใด ถ้าสองแถวพอใช้ได้ ถ้าแถวเดียวเม็ดเต่งจะเป็นไก่ตีเจ็บปวดดี เกล็ดสังวาลย์จะบ่งบอกความสมบูรณ์ของไก่ ถ้าเกล็ดสีสด ไก่สมบูรณ์          ถ้าเกล็ดสีซีดไก่ไม่สมบูรณ์

๒.๓.๑.เกล็ดสังวาลย์เพชร คือ เกล็ดแข้งขึ้นเรียงคู่กับเกล็ดสร้อยสังวาลย์ด้านติดกับบัวหลังลักษณะเกล็ดเหมือนๆเกล็ดบัวหลัง เรียงจากบริเวณเดือยขึ้นไปถึงข้อขา มีอิทธิฤทธิ์พิษสงร้ายแรง ตีไก่ล้มได้

     ๒.๓.๒.เกล็ดเต๋า เป็นเกล็ดกลุ่มเล็กๆกลุ่มละ ๔,๕,๖ คล้ายจุดบนลูกเต๋า จะอยู่ด้านข้างแข้งใต้เกล็ดสร้อยสังวาลย์และเกล็ดบัวหลังลงมาแถวใต้เดือยถึงก้อย มีลักษณะคล้ายเกล็ดดาวล้อมเดือน เป็นเกล็ดเสริมความดีของไก่ เป็นไก่พลิกผันไปในทางดีได้ ถ้าเป็นรองก็จะเป็นต่อได้ เรียกว่ารองเล่นได้

 

๒.๓.๓.เกล็ดพวงมาลัย คือ เกล็ดที่ขึ้นล้อมรอบเดือยเหมือนพวงมาลัยล้อมผมจุกเด็กเป็นไก่ใช้ตอแทงจัด 

 

 

  ๒.๓.๔.เกล็ดเชลยหรือเกล็ดเดิมพันหรือเกล็ดประทัดช้าง  เป็นเกล็ดขึ้นต่อจากโคนนิ้วก้อยขึ้นอ้อมเดือยด้านในเรียงขึ้นไปถึงข้อขาบน ถือว่าเป็นไก่รักเดิมพัน มีเชลยหรือตัวแพ้มาเป็นคู่ชนของมัน ยิ่งตีเดิมพันยิ่งแพงยิ่งดี ได้คู่หมู จะชนะแบบไม่เจ็บตัว เวลาเปรียบให้สังเกตถ้ามันรบเร้าจะจิกตีไก่ตัวใดหรือไก่ตัวใดรบเร้ามาเปรียบบ่อยๆ ให้เอาตัวนั้นจะชนะได้ง่ายๆ

  

๒.๓.๕.เกล็ดไชบาดาล คือ เกล็ดก้อยด้านหลังแตกทุกเกล็ดทั้งสองข้าง เป็นไก่ตีหักตีชัก ตีไก่แพ้ได้ง่าย

 

เกล็ดพิฆาต

    คือ เกล็ดพิเศษในไก่ที่แสดงว่าไก่นั้นมีลำแก้ ลำหัก ลำโค่น สามารถเอาชนะไก่ได้ง่าย เช่น เกล็ดเสือซ่อนเล็บ เหน็บใน ไชบาดาล ผลาญศัตรู งูจงอาง จักรนารายณ์ สังวาลย์เพชร ฟ้าผ่า พญานาค จระเข้ขบฟัน หนุมานนั่งแท่น ราหูอมจันทร์ เป็นต้น

รวมภาพเกล็ดไก่

รูปลักษณะของแข้ง เกล็ดถุงเงิน

จะมีลักษณะเป็นอุ้งนูนอยู่ใต้เดือย

ลักษณะแข้งกำไลพันลำ

และถ้าสังเกตที่นิ้วนอกด้านขวา จะมีแตกด้วย

ภาพแข้งไก่ ชื่อ " ทองรี" จากซุ้ม ช.ชัยภูมิ          หน้าแข้งซ้าย กากบาทหน้าเดือย  (แต่งภาพให้เห็นชัดขึ้น)                                                      หน้าแข้งขวา กำไลหน้าเดือย

แข้งหลังกลมนูน เดือยกรามมีหมอนรองเดือยล่างบน  เกล็ดเดิมพันสูง

 

 

การดูลักษณะไก่เก่งตอนเล็กๆ

ไก่เก่งหรือไก่ที่จะมีลักษณะชั้นเชิงฝีตีนดีเมื่อโตขึ้น เราสามารถดูลักษณะของมันตั้งแต่อายุได้ 2-3 เดือน คือมันจะแสดงจุดเด่นหรือมีแววตั้งแต่เล็กๆเลยทีเดียว ผู้เขียนเพาะเลี้ยงไก่มากว่า 25 ปี เฝ้าสังเกตดูลูกไก่มาคอกแล้วคอกเล่า ปรากฏว่าไก่ที่เก่งมันจะฉายแววให้เราเห็นตั้งแต่เล็กๆ ลักษณะท่าทางและพฤติกรรมต่างๆที่มันแสดงออกบ่งบอก ว่ามันจะเป็นไก่เก่งเมื่อโตขึ้นมีโดยสังเขปดังนี้

1. ลูกไก่ตัวที่ชอบแตกฝูง หมายถึง ลูกไก่ตัวที่ไม่ชอบอยู่ในฝูง เวลาแม่ของมันพาไปคุ้ยเขี่ยหากินมันมักจะแยกตัวออกห่างไปหากินห่างจากแม่ของมันเพราะโดยปกติแล้วลูกไก่เล็กๆ  มันจะคอยติดตามแม่ตลอดเวลา ยิ่งมีอายุมากขึ้นมันจะแยกตัวออกไปหากินห่างแม่ยิ่งขึ้นแสดงให้เห็นว่าลูกไก่ตัวนั้น
มีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวใครตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งเป็นลักษณะ ของไก่เก่งทุกตัวทีมีจิตใจเป็นนักสู้ไม่กลัวใคร ข้อควรระวัง ลูกไก่ที่แยกตัว
ออกไปหากินห่างแม่ของมันมักจะไม่ค่อยรอดปากเหยี่ยวปากกาและสัตว์ร้ายอื่นๆ เช่น หมา แมว ในกรณีที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ
ที่เหลือก็เป็นไก่ไม่ค่อยเก่ง

2. ลูกไก่ตีหย่าแม
ลูกไก่ชนโดยทั่วไปเมื่อมีอายุได้ 2- 3 เดือนมันจะเริ่มตีกันเพื่อแย่งกันเป็นจ่าฝูงหลังจากนั้นแม่ของมันจะ
ทิ้งเราเรียกว่า "ตีหย่าแม่" สมกับคำที่กล่าวกันว่า "เกิดเป็นไก่ (ชน) ต้องชน เกิดเป็นคนต้องสู้" หรือฝรั่งเขาว่าไก่เป็น
สัตว์ประเภท "Born to fight"

- ลูกไก่ตัวใดที่ไม่ค่อยสู้ไก่ หรือสู่ไม่นานก้ยอมแพ้ ลูกไก่ตัวนั้นเมื่อโตขึ้นชั้นเชิงฝีตีนอาจจะมีตามสายพันธุ์ แต่จิตใจไม่ค่อย
เต็มร้อย และมักจะเป็นไก่ที่สมบูรณ์ สวยงามเพราะการเจริญเติบโตไม่หยุดชงักเหมือนตัวที่ตีกันมากๆและไม่ค่อยมีรอยตำหนิ
ิบริเวณหัวและหัวปีก ทั้งนี้ลูกไก่คอกหนึ่งๆ จะไม่เก่งทุกตัว เช่นเดียวกับคนเรายังมีความเฉลียวฉลาดนิสัยและความถนัดไม่
เหมือนกัน เช่น บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนรักสวยรักงาม บางคนขี้โรค เป็นต้น ทั้งๆที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ด้วยเหตุนี้นัก
เลี้ยงไก่จึงนิยมเพาะไก่เอง เพราะได้รู้เหล่ารู้สายพันธุ์ รู้ลีลาชั้นเชิงในการชนของมันตั้งแต่ปู่ย่าตายายและยังรู้นิสัยใจคอมันมาตั้ง
แต่เล็กๆ ไม่ใช่ดูแต่ความสวยงาม หรือลักษณะโหวเฮ้งดีเพียงอย่างเดียว

หรืออีกประการหนึ่ง การเพาะไก่เองยังได้รู้นิสัยใจคอของมัน ซึ่งแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ตลอดจนความสมบูรณ์ของร่างกาย ไก่ที่ขี้โรคมาตั้งแต่เล็กโตขึ้นจะไม่เก่งแม้ว่าจะมีลีลาชั้นเชิง ฝีตีนดีขนาดไหนก็เป็นไก่เก่งไม่ได้ เพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไก่เก่งต้องสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจและฝีตีน

- ลูกไก่ตัวใดที่มักจะสู้กับไก่ในฝุงทุกตัว เที่ยวเกะกะระรานเขาไปทั่ว ตีตัวหนึ่งแพ้แล้วจะไปตีอีกตัวหนึ่งจนชนะเขาหมดกลาย
เป็นจ่าฝูง ไก่ตัวนั้นถ้าอยู่รอดไม่แคระแกร็นหรือพิการไปเสียก่อน รับรองได้ว่าไก่ตัวนั้นมักจะเป็นไก่เก่ง อนาคตถึงบ่อนทุกตัว
ใครที่เพาะไก่ถ้าปรากฎว่ามีลูกไก่ตัวใดเข้าลักษณะดังกล่าวข้างต้นให้รีบแยกออกมาขังเดี่ยวประมาณ 1- 2 อาทิตย์ก็จะเลิกตีกัน

ไปเอง มิฉะนั้นลูกไก่ตัวรั้นอาจพิการและเสียไก่ไปตั้งแต่เล็กๆ ในการเพาะเลี้ยงไก่แบบปล่อยตามธรรมชาติตามชนบททั่วไปลูก
ไก่ตัวเก่งมักไม่ค่อยรอดถ้ารอดก็มักจะตัวเล็กกว่าเพื่อน

ในการไปซื้อหาไก่ตามชนบทที่มีไก่หนุ่มเป็นฝูงๆนั้นผู้เขียนมักจะเลือกไก่ตัวที่เป็นจ่าฝูงและมีรอยที่ถูกตีแถวหัว หน้าตา โดยเฉพาะหัวปีกถ้ามีรอยจิก ยิ่งแสดงให้รู้ว่าไก่ตัวนั้นเชิงชนหัวลึกเวลาถูกกอดไม่หงายไพล่ จึงถูกจิกหัวปีก ซื้อได้เลยรับรองไม่ผิดหวัง ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งไก่ที่เป็นจ่าฝูงมักมีขนาดเล็กกว่าไก่ตัวอื่นๆในฝูงเพราะในช่วงเล็กๆตี กับเขาไปทุกตัวเลยแกร็น ส่วนตัวใดที่สวยงามรอยโต หน้าตาไม่มีรอยขีดข่วน แสดงว่าไก่ตัวนั้นตอนเล็กๆใจไม่ถึง ไม่ค่อยสู้ใครเอาแต่กินจึงโตกว่าเพื่อน

3. ลูกไก่ตัวที่สู้กับไก่ที่ใหญ่กว่า ไม่กลัวหมากลัวแมวหรือไม่ค่อยกลัวอะไรแสดงให้รู้ว่าไก่ตัวนั้นใจเต็มร้อยโตขึ้นต้องเป็น
ไก่ที่มีจิตใจเป็นนักสู้ สู้ไม่ถอย ดูแลให้ดีอย่าปล่อยให้ตีกับไก่ใหญ่ อาจเสียไก่ได้

4. ลูกไก่ที่เวลาเราจับมักดิ้น โดยเฉพาะเวลาจับปาก จับคอ จับคาง จับตุ้มหู มักจะดิ้นสบัดหลุด หรือจิกเจ้าของ หรือคนจับ แสดงให้เห็นว่าไก่ตัวนั้นมีจิตใจเป็นนักสู้ ไม่ยอมอะไรง่ายๆ มีความพยายาม เวลาตีจะเป็นไก่ไม่ยอมคู่ต่อสู้ถือว่าจิตใจใช้ได้หนี
ไม่เป็น

5. ลูกไก่ที่มักจะขันตั้งแต่อายุยังน้อย
คืออายุประมาณ 4 -5 เดือน เรียกว่าแก่แดด มักจะเป็นไก่เก่งใจเกิน 100 คือเป็นลูกไก่
ที่พยายามเป็นไก่ใหญ่ หรือมีจิตใจเกินตัว เวลาต่อสู้กับคู่ต่อสู้ เป็นไก่ที่มีจิตใจทรหดอดทนหนีไม่เป็น

ลักษณะพฤติกรรมเด่นๆ ดังที่กล่าวมามันเป็นเรื่องพันธุกรรมที่ถ่ายทอด มาจากพ่อแม่และปู่ย่าตาทวดของมันหรือยีนที่แสดงออก
ถึงเทือกเถาเหล่ากอ (Pedigree)

แต่จะมีความเด่นมากน้อย แตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกันทุกตัว บางตัวมีมาก บางตัวมีน้อย และมีจุดเด่นจุดด้อยไม่เท่ากัน บางตัวจิตใจไม่เต็มร้อย แต่รูปร่างอาจสวยงาม บางตัวรูปร่างไม่สวยงามแต่มีจิตใจเป็นนักสู้เกินร้อย สิ่งเหล่านี้คนเพาะเลี้ยงไก่
ต้องสังเกตบันทึกข้อมูลต่างๆ แล้วจะเข้าใจได้เอง

ความลับของไก่เก่ง ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามันอยู่ในกมลสันดานของมันมาตั้งแต่เล็กๆ ทำไมไก่บางตัวมีลักษณะดีสวยงาม ทั้งใบ
หน้า รูปร่าง เกล็ด แข้งดี ถูกต้องตามตำราโหวเฮ้งไก่เก่ง แต่ทำไม? จึงตีไม่เก่ง ไม่มีความพยายามในการต่อสู้ ผู้เขียนคิดว่าส่วน
ใหญ่แล้วเพราะใจมันไม่สู้ ใจไม่ถึงพอถูกตีเจ็บถูกโต้เจ็บมักจะถอดใจง่ายผิดกับบางตัวยิ่งเจ็บยิ่งสู้ ยิ่งมีมานะอาฆาต พยายามตี
ีคู่ต่อสู้ให่เจ็บกว่า นอกจากนี้ ไก่เก่งต้องเป็นไก่ที่ฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบในเชิงชนของมันรู้จักหลบหลีกแก้เชิงหรือแก้ทางของ
คู่ต่อสู้ได้ สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถฝึกสอนมันได้แต่มันจะมีของมันเอง

ไก่เก่งทุกตัวมักจะมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเองไก่บางตัวอาจมีสติปัญญาเป็นเลิศเหนือคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมด หรือไก่เชิงจะมีลีลาชั้นเชิงในการต่อสู้เป็นเลิศ แต่คุณสมบัติในด้านความทรหดอดทนอาจจะน้อย ไก่บางตัวอาจจะไม่ค่อยฉลาด
แต่จะมีคุณสมบัติในด้านความทรหดอดทนเป็นเลิศ มีพลังจิตหรือแรงฮึดสู้ได้จนลมหายใจสุดท้ายเรียกว่า ยอมตายคาสังเวียน
ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในสนามกีฬาชนไก่ ส่วนไก่ที่มีความฉลาดและทรหดอดทนพร้อมมั้นมีน้อยหายาก ใครมีก็ถือว่าโชคดีครับ

 ปัจจุบันไก่

ความสำคัญ

        
  ไก่พื้นเมืองตามประวัติศาสตร์ มีรายงานไว้ว่าเป็นไก่ที่มีต้นกำเนิดมาจากไก่ป่าในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น
ไทย มาเลเซีย และจีนตอนใต้  ซึ่งมนุษย์ได้นำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน  หลังจากที่มนุษย์นำไก่มาเลี้ยง ไก่และมนุษย์ดำรงชีวิตแบบพึ่งพา
อาศัยซึ่งกันและคน ไก่อาศัยการเลี้ยงดูและการป้องกันอันตรายจากมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์อาศัยไก่และไข่เป็นอาหาร เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เรียกว่า
เป็นขบวนการวิวัฒนาการของสัตว์และมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
การวิวัฒนาการของไก่เป็นไปตามวิถีชีวิตของมนุษย์เจ้าของซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ
บางปีเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง สัตว์เลี้ยงตายลง หรือมีโรคระบาดรุนแรง ไก่จะตายมากแต่ไม่ตายหมด จะมีเหลือให้ขยายพันธุ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วจะ
เหลือต่ำกว่า 10% ซึ่งจำนวนนี้จะขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน ตัวที่แข็งแรงทนทานเท่านั้นจึงจะอยู่รอดจึงเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติจนเป็นไก่พื้นเมืองสืบทอด
มาให้เราได้ใช้ประโยชน์ถึงทุกวันนี้  ดังนั้น ไก่พื้นเมืองจึงเป็นมรดกวัฒนธรรมและเทคโนโลยีชีวภาพที่หลากหลาย เป็นทรัพย์สินภูมิปัญญาของชาวบ้าน
โดยแท้  ชาวบ้านจดจำและเข้าใจการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและไก่พื้นเมืองควบคู่กันตลอดมา ส่วนใหญ่แล้วคนจะอาศัยไก่มากกว่าไก่อาศัยคน คือ ไก่สามารถ
คุ้ยเขี่ยหากินเองได้ตามธรรมชาติ ส่วนคนเมื่อไม่มีอาหารและไม่มีเงินใช้เล็กๆ น้อยๆ ก็จะต้องอาศัยไก่เป็นผู้ให้
             ดังนั้น ไก่พื้นเมืองจึงเป็นไก่ที่วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพันธุ์มาโดยอาศัยพื้นฐานของธรรมชาติเป็นหลัก จึงทำให้ไก่พื้นเมืองมีหลากหลาย
สายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็จะมีจุดเด่นเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว เข่น ความต้านทานโรคและแมลง สามารถเติบโตและขยายพันธุ์ภายใต้สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู
ของเกษตรกรในชนบทโดยเฉพาะรายย่อย จึงเหมาะที่จะทำการอนุรักษ์และพัฒนาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
 
     

     
  การอนุรักษ์และการพัฒนาไก่พื้นเมือง

           
 การอนุรักษ์ หมายถึง การรักษาดำรงไว้ซึ่งแหล่งพันธุกรรมไก่พื้นเมืองและรวมไปถึงการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แบบยั่งยืน คือ ใช้แล้วไม่หมดไป
สูญหายไป ทั้งนี้เพราะไก่พื้นเมืองมีพันธุกรรมที่ดีในเรื่องรสชาดและความอร่อยเป็นคุณสมบัติเฉพาะ การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมสัตว์โดยทั่วไปมี 2 แบบ
คือ การอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิดเดิม และนอกถิ่นกำเนิด แต่การอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิดเดิม คืออยู่กับเกษตรกรโดยตรงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด เพราะว่าจุดประสงค์ของการอนุรักษ์มุ่งเน้น เพิ่มรายได้เกษตรกรรายย่อย และการอนุรักษ์โดยวิธีนี้จะสามารถรักษาและดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายในด้าน
แหล่งพันธุกรรมหรือสายพันธุ์ ลดความเสี่ยงต่อการสูญหาย เพราะไก่ในแต่ละครอบครัวของเกษตรกร จะมีคุณสมบัติทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน เช่น อัตรา
การเจริญเติบโต ขนาดของลำตัว สีขน ความยาวของแข้ง หรืออวัยวะต่างๆ จะผันแปรไปตามสภาพแวดล้อม โดยไก่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ
แต่เนื่องจาก การศึกษาและวิจัยประสบการณ์ของผู้รายงานนี้พบว่า การแสดงออกทางพันธุกรรมของไก่พื้นเมืองเห็นได้ชัดเจน เมื่อไก่นั้นอยู่ในสภาพ
ธรรมชาติที่อาหารการกินไม่อุดมสมบูรณ์ เช่น ในช่วงที่อาหารขาดแคลน หรือคุณภาพอาหารไม่สมดุลจะเห็นว่าการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์จะ
แปรปรวนเห็นได้ชัดจากที่ไม่สามารถขยายพันธุ์ไปจนถึงขยายพันธุ์ได้จำนวนมากมายภายใต้สภาพแวดล้อมอันเดียวกัน ซึ่งเป็นการปรับตัวเข้ากับสภาพ
แวดล้อม และวิวัฒนาการไปตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเศรษฐกิจและสังคม จึงนับได้ว่าการอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิดเดิมจึงเป็นวิธีการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง
ที่สุด ได้รับการยอมรับสนับสนุนทั่วโลก
 
พื้นเมืองมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไก่แจ้ ไก่อู ไก่ตะเภา ไก่เบตง และไก่ชน ส่วนใหญ่และไก่พื้นเมืองจะเป็นสายพันธุ์ไก่ชนสังเกตได้จากแม่ไก่จะมีขนดำ
หน้าดำ และแข้งดำ หงอนหิน แต่จะมีแม่พันธุ์บางส่วนที่มีสีเทา สีทอง แต่หงอนก็ยังเป็นหงอนหิน ซึ่งเป็นลักษณะหงอนของไก่ชน เหตุที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงไก่พื้นเมือง
พันธุ์ไก่ชน เพราะว่าไก่ชนมีรูปร่างใหญ่และยาว เจริญเติบโตดี และแม่พันธุ์ก็ไข่ดก เนื่องจากนักผสมพันธุ์ไก่ชนได้คัดเลือกลักษณะดีเด่นไว้อย่างต่อเนื่องนับร้อยปีมาแล้ว
เกษตกร เพื่อนบ้านจะขอซื้อขอยืมหรือขอไปขยายพันธุ์มากกว่าไก่พันธุ์อื่นๆ กรมปศุสัตว์ได้ทำการวิจัยผสมพันธุ์คัดพันธุ์ไก่พื้นเมืองมาตั้งแต่ ปีพ.ศ.2532 โดยเริ่มจาก
สายพันธุ์ไก่ชน จาก 17 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่การปรับปรุงพันธุ์ไม่ได้เน้นในด้านการชนเก่ง แต่เน้นในด้านการเจริญเติบโต และไข่ดก เพื่อให้สามารถ
ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว สำหรับไก่ชนไทยแท้สีขนแยกได้หลากหลาย ถึง 17 สีขน เช่น เหลืองหางขาว ประดู่หางดำ เหลืองเลา ประดู่เลา แสมดำ เป็นต้น



สายพันธุ์เหลืองหางขาว
ายพันธุ์เหลืองหางขาว
          เป็นสายพันธุ์ไก่ชน มีลักษณะ เด่นๆ คือ
          -  ปากสีขาวอมเหลือง หรือสีงาช้าง ปากสั้น อวบใหญ่คล้ายปากนกแก้ว และมีร่องน้ำชัดเจน กลางปากนูนเป็นสันข้างๆ เป็นร่องน้ำ
          -  ตาเป็นตาเหยี่ยว หัวตาแหลม ตาดำคว่ำ ตาดำเล็กและรี รอบๆ ตาตำสีขาวอมเหลือง
          -  หงอนหิน ด้านบนของหงอนบางเรียบ ปลายหงอนยาวเลยตา โคนหงอนโค้งติดกับศรีษะ
          -  ตุ้มหูสีแดงเดียวกับหงอนเล็ก ไม่หย่อนยานรัดกับใบหน้า เหนียงเล็กรัดติดคาง
          -   รูปใบหน้าแหลมยาว มีเนื้อแน่น ผิวหน้าเรียบเป็นมันกะโหลกศรีษะหนายาว
          -  ลักษณะลำตัวอกแน่น กลม มีเนื้อเต็ม กระดูกอกยาวตรง หลังเป็นแผ่นกว้างมีกล้ามเนื้อมาก
          -  หลังเรียบตรงไม่โค้งนูน ไหล่กว้างยกตั้งตรง คอใหญ่ กระดูกคอถึ่ ปั้นขาใหญ่ กล้ามเนื้อมาก เนื้อแน่น แข็งแรง ผิวหนังขาวอมเหลือง ขาวอมแดง
          -  สีขนลำตัวดำมีขาวแซมบ้างที่หัว หัวปีก ข้อขา สร้อยคอเหลืองชัดเจน ยาวประบ่า
          -  สร้อยหลังเป็นสีเดียวกับสร้อยคอเรียงกันเต็มแผ่นหลัง เริ่มจากโคนคอถึงโคนหาง เส้นขนละเอียดยาวเป็นระย้า สร้อยปีกสีเดียวกับสร้อยคอเรียงกันแน่นเต็มบริเวณหัวปีกถึงปีกชัย
        
          -  ขนหางกะลวยมีสีขาวพุ่มออกยาว เห็นเด่นชัดยิ่งขาวและยาวมากยิ่งดี ขนหางควรพุ่งตรงและยาว ปลายโค้งตกลงเล็กน้อย
          -  ขาแข้งมีเดือยขาวอมเหลืองสีเดียวกับปาก เกล็ดแข็งแน่นหนาเรียบ เดือยใหญ่แข็งแรง นิ้วยาว เล็บสีขาวอมเหลือง ไม่มีสีดำปน
          -  เพศเมียลำตัวสีดำ ปาก แข้ง หงอน และใบหน้าสีเดียวกับไก่เพศผู้


สายพันธุ์ประดู่หางดำ

         -  เป็นสายพันธุ์ไก่ชน มีปากสีดำ อูมใหญ่ โดยปากจะคล้ายปากนกแก้ว ปากบนมีร่องน้ำทั้งสองข้าง ระหว่างร่องน้ำจะเป็นสันราง
         -  ตาสีประดู่ หรือแดงอมม่วง หรือตาออกสีดำ หรือสีแดง
         -  หงอนหินไม่มีจักเลย
         -  สร้อยคอสีประดู่ยาวประบ่า ปีกใหญ่ยาว สร้อยปีกสีเดียวกับสร้อยคอ สร้อยหลังสีประดู่ยาวระย้าประก้น
         -  ขนลำตัวขนปีกและหางสีดำ กะลวยหางดำ โคนขาใหญ่
         -  หน้าอกกว้าง และยาวเนื้อเต็มแน่น
         -  ขาแข้ง เล็บและเดียยสีดำ
         -  เพศเมียสีเดียวกับเพศผู้แต่ไม่มีสร้อย


สายพันธุ์ประดู่หางดำ



สายพันธุ์เขียวกา หรือเขียวหางดำ

สายพันธุ์เขียวกาหรือเขียวหางดำ

        
 -  ลักษณะทั่วไปคล้ายๆ กับประดู่หางดำ ปากดำ
         -  หงอนหิน หน้าหงอนบางกลางหงอนสูง ท้ายหงอนจะตกกดกระหม่อม
         -  สร้อยคอหลังและสร้อยหางสีเขียว
         -  ขนปีกและลำตัวเขียว หางดำ
         -  แข้งดำ เล็บดำ

การปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นเมือง

           การที่จะเพิ่มมูลค่าของไก่พื้นเมืองจะต้องมีพันธุ์ไก่ที่ดี โดยเฉพาะไก่ชนจะต้องเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ในภาคกลางนิยมไก่ชนที่มีรูปร่างใหญ่ หนักประมาณ 3.0-4.5 กก. แต่ในภาคเหนือนิยมไก่ชนขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 3.0 กก. ส่วนภาคใต้นิยมไก่ชนที่มีเดือยแหลมคม และทุกภาคชอบไก่ชนเก่ง การที่จะได้ไก่พันธุ์ดี ราคาสูง จะต้องทำการปรับปรุงพันธุ์ด้วยตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงพันธุ์มีหลักการโดยสรุป 2 หลัก ทำควบคู่กันเสมอๆ คือ หลักการผสมพันธุ์ กับหลักการคัดเลือกพันธุ์

           หลักการผสมพันธุ์
 มี 2 แบบกว้าง ๆ คือ
           1. การผสมพันธุ์ระหว่าง พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ไม่เป็นญาติกัน
           2. การผสมกันระหว่างญาติพี่น้องสายเลือดใกล้ชิด เรียกว่า การผสมแบบเลือดชิด แต่ในทางปฎิบัติเราหลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิดค่อนข้างยาก เนื่องจากมีพ่อแม่พันธุ์จำนวนจำกัด ตามทฤษฎีแล้วเราสามารถผสมได้แต่สายเลือดไม่สูงเกินกว่า 49% โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ไก่ให้ได้เลือดบริสุทธิ์หรือพันธุ์แท้ ถ้าผสมเลือดชิดสูงถึง 49% ก็จะได้พันธุ์ใหม่ หรือพันธุ์ของเราเองซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะพันธุ์ ในทางปฏิบัติทั่วๆ ไป เราจะพยายามให้เปอร์เซนต์การผสมเลือดชิดอยู่ระหว่า 15-25% อัตราการผสมเลือดชิดนี้จะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ดังนั้น จึงต้องวางแผนว่าในระยะ 10 ปีข้างหน้า จะให้ฝูงไก่มีเลือดชิดกี่เปอร์เซนต์ เพื่อนำไปคำนวณหาว่า ควรจะมีพ่อแม่พันธุ์ในฝูงกี่ตัว

ตัวอย่าง
           เราต้องการปรับปรุงพันธุ์ไก่ชน สายพันธุ์เหลืองหางขาว ซึ่งเป็นไก่ชนที่เรามีอยู่ และต้องการปรับปรุงพันธุ์ให้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยคิดว่าจะไม่นำไก่จากที่อื่นมาผสมในระยะ 10 ปีข้างหน้า และจะพยายามหลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิดให้มากที่สุด และกำหนดเพดานไว้ 25% หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นปีละ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ดังนั้น คำถามว่าเราควรตะมีพ่อแม่พันธุ์ไก่ที่ใช้สำหรับผลิตลูกทดแทนไว้ขยายพันธุ์ในปีต่อไปจำนวนกี่ตัว

วิธีคำนวณ หาจำนวนพ่อแม่พันธุ์

                1. อัตราการผสมเลือดชิดเพิ่มขึ้นต่อปี = 25/10 = 2.5%
                2. กำหนดจำนวนพ่อพันธุ์ที่เราจะใช้กี่ตัว ขึ้นอยู่กับเราว่ามีอยู่เท่าใด แต่แนะนำให้มีพ่อพันธุ์ในแต่ละปี ไม่ควรต่ำกว่า 10 ตัว ไม่เกิน 50 ตัว ที่พอเหมาะกับฟาร์มขนาดเล็กก็ประมาณ 10 ตัว ขนาดกลาง 20 ตัว

 แผนผังการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์
          หลังจากเราได้จำนวนพ่อและแม่พันธุ์ที่ใช้สำหรับผลิตลูกในการคัดเลือกพันธุ์ไว้ทดแทนในปีต่อไปแล้ว เราจำเป็นจะต้องวางแผนการผสมพันธุ์ว่าพ่อและแม่ตัวใดควรจะผสมกัน ทางวิชาการมีอยู่ 2 แบบ คือ ผสมแบบ 1 ต่อ 1 หรือ พ่อตัวหนึ่งผสมกับแม่หลายตัว เช่น 1:5 เป็นต้น แต่ที่เราได้จำนวนพ่อมา 10 ตัว แม่ 10 ตัว จึงควรวางแผนผังผสมแบบ 1:1 จะได้ลูกผสมพันธุ์ทั้งหมด 10 คู่ ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า 10 สายพันธุ์ ในปีต่อไปจะปรับปรุงพันธุ์โดยยึด 10 สายพันธุ์เป็นหลักไปทุกๆ ปี ในแต่ละปี จะต้องผลิตลูกไก่คละเพศให้ได้คู่ละ 10-20 ตัว ในจำนวน 10-20 ตัวนี้ ให้คัดเลือกไว้ทำพันธุ์ทดแทนปีต่อไป 2 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมียอย่างละครึ่ง รวมลูกไก่ที่จะต้องผลิตในแต่ละปีเพื่อใช้ในการคัดเลือกพันธุ์เท่ากับ 100-200 ตัว และคัดเลือกไว้ทำพันธุ์ 10-20% ของจำนวนไก่ทั้งหมด ซึ่งคามเข้มข้นของการคัดพันธุ์ระดับนี้ จะทำให้การคัดเลือกเพื่อปรับปรุงพันธุ์ก้าวหน้าประสบผลสำเร็จ ในระยะเวลา 5-8 ปี หรือถ้าจะให้เร็วกว่านี้เราจะต้องเพิ่มจำนวนลูกที่จะต้องใช้ในการคัดเลือกพันธุ์จาก 200 ตัว เป็น 300 ตัว ซึ่งเท่ากับ (20/300)X100=6.67% การวางแผนการผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ สรุปเป็นภาพแผนผังการผสมพันธุ์ได้ดังนี้

   การคัดเลือกพันธุ์
          
จากแผนผังการผสมพันธุ์ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นลูกศรชี้ให้ทำการคัดเลือกพันธุ์ไว้ทดแทนปีต่อไป การคัดเลือกพันธุ์เป็นวิธีการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ คือ เราต้องการพันธุ์ไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้ที่มีลักษณะดังนี้
           1. รูปร่างใหญ่ สวยงาม น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ที่อายุ 5-6 เดือน เพศผู้หนัก 3.5-4.0 กก. เพศเมีย 2.5-3.0 กก. หรือตามขนาดของแต่ละท้องถิ่น
           2. เพศผู้มีลักษณะเป็นไก่ชน
           3. ชนเก่ง อดทน และฉลาด
           4. สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และทนทานต่อโรคพยาธิ
           5. เลี้ยงง่ายในสภาพชนบททั่วไป

           
         
  ในทางปฏิบัติการที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ เราจะต้องมีมาตรการวิธีการและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพันธุ์ดังนี้
           1. การเจริญเติบโต รูปร่างใหญ่ มีน้ำหนักมาก เราสามารถคัดเลือกไก่ได้ ตั้งแต่อายุ 2 เดือน โดยที่ไก่เติบโตดีที่สุด และน้ำหนักมากที่สุด เมื่ออายุ 2 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ที่ตัวใหญ่ และน้ำหนักมากเมื่ออายุ 5-6 เดือน
           2. การคั

หลักเกณฑ์การตัดสินไก่ชน

ลำดับ
รายการ
รายละเอียด
คะแนนเต็ม
ได้คะแนน
หมายเหตุ
1
รูปร่าง
คอ, หัว
5
ลำตัว
5
ขาแข้ง
5
นิ้ว
5
20
?
คอใหญ่ หัวยาว ลำตัวยาว
ต้นขาใหญ่ แข้งเล็ก นิ้วเรียวยาว
2
หัว
หงอน
5
ปาก
5
ตา
5
คาง
5
20
?
หงอนหินบาง กลางสูง
โคนปากยาว งุ้มเหมือนเหยี่ยว
ตาเล็กยาว (ไม่แหก)
คางรัดเพ๊ค (เหมือนนกยูง)
3
ขนและ
สร้อย
สร้อย
คอ
5
สร้อย
หลัง
5
ปีก
5
หาง
5
20
?
สร้อยคอยาว (ประบ่า)
สร้อยหลังยาว (ระย้า)
ปีกใหญ่หนา และยาว
หางพัดเจ็ด
4
ลักษณะ
ไก่ชน
ท่ายืน
5
ท่าเดิน
5
หน้าตา
5
เล็บ
5
20
?
ท่ายืนอกตั้งแบบสิงห์
ท่าเดินสง่า หน้าเล็ก ฉลาด
เล็บยาว แข็งแรง
5
สุขภาพ
สมบูรณ์
5
น้ำหนัก
5
จับ
5
ทั่วไป
5
20
?
ไก่ใหญ่ 3-4 กก.
ไก่กลาง 2-3 กก.
สุขภาพสมบูรณ์ ขนเป็นเงา
จับเต็มมือแน่น


            การคัดเลือกพันธุ์ไก่ชนที่ชนเก่ง มีน้ำอดน้ำทน ฉลาด และแข็งแรง ต้องทำการทดสอบพันธุ์ โดยให้ไก่ได้แสดงออกในการชนกัน และตัดสินโดยใช้กติกากรแข่งขันไก่กีฬา เนื่องจากเดิมการชนไก่ตามที่กฎหมายอนุญาตในปัจจุบัน มีข้อเสียคือ เข้าข่ายการทรมานสัตว์ และเน้นหนักไปในทางการพนัน ใช้เวลาต่อสู้ถึง 12 อัน อันละ 20 นาที ใช้ฝีมือของคนเข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้เล่ห์กล เอารัดเอาเปรียบในการเปรียบไก่เข้าแข่งขัน การไขหัว ถ่างตา เข้าปาก เสริมปีก การโด๊ปยา หรือแม้แต่การวางยา ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้เป็นเกมส์กีฬาจริงๆ เป็นไปตามธรรมชาติไม่เป็นการทรมานสัตว์ เป็นที่ยอมรับของสากล จึงสมควรกำหนดกติกาการแข่งขันขึ้นใหม่

กติกาการแข่งขันไก่กีฬา

1. การเปรียบไก่เข้าแข่งขันใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์
2. การแข่งขันใช้เวลา 5 ยก และยกละ 15 นาที พัก 3 นาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา
3. ไก่ที่เข้ามาแข่งขันต้องสวมนวมเดือยมาตรฐาน
4. ไก่ที่เข้าแข่งขันบาดเจ็บ ในกรณีต่อไปนี้ให้จับแพ้
          4.1 ปากหลุด (ปากถอด หรือหักปล้องอ้อย)
          4.2 ปากหักเลือดไหล
          4.3 ตาปิด, ลอด หรือบวม มองไม่เห็น
          4.4 การบาดเจ็บในดุลยพินิจของกรรมการ 3 ท่าน ลงมติให้จับแพ้
5. การให้น้ำ ใช้ผ้าผืนเดียว ถังน้ำ 1 ใบ ซึ่งทางสนามแข่งขันเป็นผู้จัดให้
6. ห้ามใช้น้ำมันหม่อง หรือสารอื่นๆ ทาไก่โดยเด็ดขาด อันจะเกิดผลเสียต่อคู่แข่งขัน ถ้ากรรมการตรวจพบให้ปรับแพ้ได้ทันที
7. ห้ามใช้ยาโด๊ป ถ้าตรวจพบให้ปรับเป็นแพ้ฟาวล์
8. ผลการแข่งขันใช้วิธีนับคะแนนของคู่ต่อสู้โดยกรรมการ ตัวที่ตีคู่ต่อสู้มาก และตีถูกจุดเข้าเป้าหมายสำคัญๆ ก็ให้คะแนนมาก ตัวที่ได้คะแนนมากเป็นฝ่ายชนะ
ดเลือกเพื่อให้ได้วัตถุประสงค์ข้อ 2 และข้อ 4,5 ให้ใช้เกณฑ์การตัดสินไก่ชน

แนวทางการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

1. การอนุรักษ์ไก่พื้นเมืองโดยเกษตรกรรายย่อย

           เป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ต่อครัวเรือนมากขึ้น และเป็นผู้ได้ประโยชน์จากไก่โดยตรง ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับเราจะหาวิธีการแบ่งปันผลประโยชน์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมได้อย่างไร วิธีหนึ่งที่คาดว่าได้ผล ก็คือการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งตลาดกลางไก่พื้นเมืองขึ้นทุกอำเภอหรือทุกตำบลๆ ละ 1 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธุ์ คัดพันธุ์ ทดสอบพันธุ์ เผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ข่าวสารทั้งทางด้านวิชาการและข้อมูลด้านการตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการนำผลผลิตจากการอนุรักษ์ไก่ไปใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้อนุรักษ์และพัฒนาโดยตรง คาดว่าในแต่ละปีจะมีไก่พื้นเมืองออกมาสู่ตลาดมากกว่าปีละ 60 ล้านตัว เป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เนื่องจากว่าไก่พื้นเมืองถ้าหากมีการควบคุมจำนวนไก่เล็ก ไก่ใหญ่ ไก่สาวในแต่ละฟาร์มหรือครอบครัวของเกษตรกรรายย่อยให้เหมาะสมแล้ว มีการจับขาย หรือบริโภคในครัวเรือน จะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด คือ แม้จะมีพ่อแม่ไก่จำนวนคงที่ แต่ถ้าจับขายหรือกินตัวที่โตเต็มที่แต่ไม่ใช่แก่เต็มที่ จะทำให้ลูกไก่รุ่นถัดมาและลูกไก่เล็กสามารถเติบโตขึ้นมาทดแทน เนื่องจากมีอาหารสมดุลกับปริมาณไก่ ทั้งนี้ เพราะเกษตรกรจะไม่ลงทุนซื้ออาหารที่เลี้ยงไก่เนื้อ หรือไก่ไข่ แต่จะให้เป็นเวลาอาจจะเช้าหรือเย็น นอกนั้นก็หากินเองตามธรรมชาติ เช่น ผัก หญ้า เมล็ดธัญพืชต่างๆ แมลง ซึ่งก็จะถูกจำกัดด้วยพื้นที่รอบบริเวณบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนประชากรไก่ต่อครอบครัวต่อเดือนจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนไก่ที่ขาย กินหรือตาย

2. ตลาดไก่พื้นเมือง : โอกาสและความเป็นไปได้


           ไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้นับได้ว่าเป็นพันธุ์ไก่ที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในความนิยมขอผู้บริโภคทั่วประเทศ รองลงมาก็เป็นไก่ลูกผสมที่พ่อเป็นพันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์ทางชนิดต่างๆ และสุดท้ายเป็นไก่เนื้อ โตเร็ว ขนสีขาว ที่เลี้ยงเป้นการค้า และมีจำหน่ายทั่วไป โดยทั่วไปไก่พื้นเมืองที่จำหน่ายกันทุกวันนี้ ตลาดมีความต้องการตัวที่มีขนาด 1.5-2 กก. และผู้บริโภคนิยมซื้อไก่รุ่นหนุ่มสาว โดยเฉพาะไก่สาวอายุพร้อมจะไข่หรือเริ่มไข่ แต่มีจำหน่ายไม่แพร่หลาย ราคาแพง การตลาดไม่เป็นระบบ ขายเทคโนโลยีการจัดการที่เหมาะสม มีผู้เลี้ยงเป็นเชิงธุรกิจค่อนข้างน้อย
            ตลาดไก่พื้นเมืองเป็นตลาดท้องถิ่น ซื้อขายกันในหมู่บ้าน แล้วส่งไปขายตลาดใหญ่ในจังหวัดและกรุงเทพฯ และเป็นการบริโภคภายในประเทศซึ่งก็เป็นวิธีการที่ถูกเพราะเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตเองบริโภคเอง และให้ประชาชนในชนบทได้มีอาหารประเภทโปรตีนพอเพียง
            ดังนั้น แนวทางในการพัฒนาการผลิตไก่พื้นเมืองให้มีจำหน่ายสม่ำเสมอตลอดปี ควรมีการศึกษาด้านการตลาดไก่พื้นเมือง เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรได้ผลิตอย่างต่อเนื่อง เป็นการเปลี่ยนระบบการผลิตจากฤดูกาลมาเป็นผลิตต่อเนื่องตลอดปี แม้ว่าจะผลิตไม่มากต่อครัวเรือน แต่ถ้าผลิตกันเป็นแสนๆ ครอบครัวก็จะทำให้ผลผลิตรวมสูง พอเพียงกับการที่จะทำธุรกิจ ดำเนินการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อได้ง่าย ราคายุติธรรม แนวโน้มที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน คือ การเพิ่มผลผลิตไก่พื้นเมืองโดยการรวบรวมไก่พื้นเมืองส่งโรงเชือดไก่ที่อยู่ในปัจจุบันเพื่อชำแหละตัดแต่งและบรรจุหีบห่อเป็นสินค้าที่มีขบวนการผลิตอย่างถูกต้องตามหลักอนามัยและเป็นสินค้ามีคุณภาพ เหมาะที่จะส่งไปขายในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เช่นเดียวกับไก่พันธุ์เนื้อในปัจจุลัน เหตุผลที่เสนอให้มีการเปิดงานชำแหละไก่พื้นเมือง เนื่องจากว่าเป็นการดูดซึมปริมาณไก่ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันเมื่อเกษตรกรขายไก่ใหญ่ออกไปแล้วก็จะสามารถนำไก่เล็กเข้ามาเลี้ยงทดแทน หรือไม่ก็จะทำให้ไก่เล็กและลูกไก่ที่มีอยู่เดิมได้มีโอกาสเจริญเติบโตขึ้นมา เป็นการผลิตต่อเนื่องตลอดปี ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ ผู้ผลิตส่วนใหญ่ 90% ไม่มีความชำนาญด้านการตลาด ดังนั้น จึงต้องอาศัยผู้ที่มีฝีมือ ความชำนาญด้านการตลาดเข้ามาช่วยผลักดันอีกทางหนึ่ง ซึ่งผู้มีประสบการณ์เหล่านี้จะมีความชำนาญเป็นเพิเศษสำหรับการฆ่า-ชำแหละ และบรรจุหีบห่อให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในประเทศหรือต่างประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่าแนวโน้มในด้านนี้มีความเป็นไปได้สูงกว่า 80%

ต้นทุนการผลิตไก่พื้นเมือง


            1. ต้นทุนการผลิตไก่พื้นเมืองหนัก 1.8 กก./ตัว ราคาหน้าฟาร์ม

-  ค่าลูกไก่
-  ค่าอาหาร 1:35
-  ค่าแรงงาน
-  ค่ายา-วัคซีน
-  ค่าน้ำ-ค่าไฟ
-  ค่าวัสดุ-อุปกรณ์โรงเรือน
-  ค่าเสียโอกาสเงินทุน
-  อื่นๆ
                   รวม
                   หรือ
9
44.1
1.44
1.49
0.58
1.08
0.9
21.0
79.59
44.22
   บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท/ตัว
บาท/กก.

             2. ต้นทุนการฆ่าแปรรูปไก่พื้นเมือง ณ หน้าโรงงาน (บาท/กก.)
-  ราคาไก่มีชีวิต ณ หน้าฟาร์ม
-  ค่าขนส่งถึงโรงงาน
                    รวม
-  จำหน่ายผลพลอยได้จากโรงงาน
    (ปีก, โครง, เครื่องใน)
*  ต้นทุนไก่ติดกระดูก
*  ต้นทุนเนื้อเพื่อส่งออก (27%)
-  ค่าแรงงานชำแหละ
-  ค่าบรรจุหีบห่อ
-  ค่าดำเนินการ
                    รวม ทุนเนื้อไก่ส่งออก
44.22
1.00
45.22

10
35.22
130.44
3.50
1.26
4.50
139.70
  บาท
บาท
บาท

บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท

             3. ต้นทุนค่าขนส่งไปต่างประเทศ
  
-  น้ำหนักเนื้อไก่ 1 Shipment
-  ค่าระวางไปญี่ปุ่น
-  Terminal Handling Charge
-  B/L
-  ค่ารถห้องเย็น+ประกันสินค้า
-  ค่าพิธีกร
                    รวม
                    หรือ
22,000
85,425
3,000
200
5,000
1,200
94,825
4.31
  กก.
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท/กก.

             4. รวมต้นทุนเนื้อไก่พื้นเมืองแช่แข็ง ณ ประเทศผู้ซื้อ               
                     4.1 ชนิดถอดกระดูก
     
-  ค่าเนื้อไก่พื้นเมืองแช่แข็ง
-  ค่าภาษี
-  ค่าขนส่ง
รวมต้นทุนส่งออก
                    หรือ
                    หรือ
139.70
0.81
4.31
144.81
144,810
3,292
  บาท/กก.
บาท/กก.
บาท/กก.
บาท/กก.
บาท/ตัน
US$/ton
              
                     4.2 ชนิดติดกระดูก
-  ค่าเนื้อไก่ทั้งตัว
-  ค่าบรรจุหีบห่อ
-  ค่าขนส่ง
-  ค่าภาษี
                    รวม
                    หรือ
                    หรือ
35.22
9.26
4.31
0.18
48.97
48,970
1,113








บาท/กก.
บาท/ตัน
US$/ton (44฿/$)


3. การเพิ่มมูลค่าของไก่พื้นเมือง
           เป็นวิธีแบ่ปันผลประโยชน์ให้เกษตรกรได้อีกวิธีหนึ่ง เช่น ไก่แจ้พื้นเมืองขนสีทอง ดำ หรือสีประดู่ เป็นต้น เป็นไก่สวยงามราคาแพง หรือไม่ก็สายพันธุ์ไก่ชนก็ดี เพราะถ้าชนเก่ง สายเลือดชนเก่ง ก็สามารถขายได้ราคา อีกประการหนึ่ง ไก่ชนเป็นไก่สายเลือดค่อนข้างบริสุทธิ์ และเป็นไก่ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยมานับร้อยๆ ปี นอกจากนี้ยังเป็นไก่ที่แข็งแรง ไม่ขี้โรค กล้ามเนื้อใหญ่ ไข่ดก ลูกดก ฟักไข่ได้เอง และเมื่อนำมาประกอบอาหารมีรสชาดดี ดังนั้น การเลือกพันธุ์ที่อนุรักษ์ก็สามารถเพิ่มมูลคทมของไก่สายพันธุ์นั้นๆ ได้ อย่างไรก็ดี ไก่พันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ คาดว่า 80-90% เป็นไก่ที่เป็ฯสายพันธุ์ไก่ชน ดูได้จากแม่ไก่ประมาณ 90% จะมีขนสีดำ ตัวผู้จะเป็นไก่ขนเหลืองหางขาว หรือประดู่หางดำ


4. วิจัยและพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมือง

            ผสมผสานกับการปลูกพืชและการเกษตรอื่นๆ แบบผสมผสานในรูปแบบระบบการทำฟาร์มที่มีไก่พื้นเมืองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ เช่น มีการปลูกพืชอาหารสัตว์เลี้ยงไก่ควบคู่กันไป ตราบใดที่เกษตรกรมีอาหารให้ไก่กินก็จะเจริญและแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว การเลี้ยงไก่พื้นเมืองร่วมกับการปลูกพืชอื่นๆ เช่น การปลูกข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และถั่วชนิดต่างๆ จะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีที่ทอกินมากนักหรือไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงสัตว์ใหญ่ มีรายงานไว้ว่า การเลี้ยงไก่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของกิจกรรมการเกษตร สามารถทำให้รายได้สูงกว่าเลี้ยงโค-กระบือ ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีที่ทำกินหรือเช่าที่

5. การวิจัยและพัฒนาส่วนหนึ่งเน้นไปทางอุตสาหกรรม
             เป็นการนำพันธุ์ไก่พื้นเมืองแท้ไปผสมกับไก่พันธุ์อื่นๆ เพื่อเป็นลูกผสมพื้นเมืองโตเร็ว รสชาตดี เช่นเดียวกับไก่พื้นเมือง แต่ผลิตได้ปริมาณมากเชิงอุตสาหกรรม ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เหมาะที่จะเลี้ยบงเป็นอุตสาหกรรม เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคและต่างประเทศ


6. สนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสมาคมชมรม
             เพื่อประสานงานการอนุรักษ์และพัฒนาเผยแพร่ข่าวสารตลอดจนจดทะเบียนและรับรองพันธุ์ให้เกษตรกรผู้ซึ่งพัฒนาไก่ของตนเองได้คุณสมบัติตามที่ตลาดต้องการ เช่น ชนเก่ง หรือมีลักษณะพิเศษไปจากของคนอื่น ก็สามารถจดทะเบียนรับรองพันธุ์ได้ เพื่อประโยชน์ต่อการซื้อขายของเกษตรกรและผู้บริโภค


7. ส่งเสริมให้หน่วยราชการ เอกชน ชมรม สมาคม

             ได้ทำการศึกษาวิจัยด้านพันธุกรรมว่าไก่พื้นเมืองเป็นแหล่งพันธุกรรมมีอะไรบ้าง เช่น มี Gene ที่ต้านทานโรคอะไร อยู่ที่ใดในโครโมโซม สามารถแยกหรือตัดต่อแต่งเติมเข้าไปในโครโมโซมของสัตว์สาพันธุ์อื่นได้หรือไม่ เป็นการศึกษาหาความหลากหลายในด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้
โรคและการป้องกันโรค

โปรแกรมการทำวัคซีน

          การที่ไก่จะมีภูมิคุ้มโรคดีขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น โปรแกรมการทำวัคซีนที่ดี การเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสม และคุณาภาพดี วิธีการให้วัคซีน สภาพแวดล้อมและสุขภาพของฝูงไก่เอง ขณะที่ทำวัคซีน เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ทำวัคซีนกับฝูงไก่พร้อมๆ กันยังยากที่จะให้ทุกตัวสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดีเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าทำวัคซีนไปแล้วได้ผลสมบูรณ์ตามเป้าหมาย แต่โรคอาจเกิดกับไก่เป็นบางส่วน ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคหมดเร็วกว่าที่ควร ดังนั้น บางครั้งจึงจำเป็นจ้องมีการทำวัคซีนซ้ำ


ข้อควรทราบก่อนการทำวัคซีน
1. ทำวัคซีนให้แก่สัตว์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และไม่เป็นโรคเท่านั้น
2. ศึกษารายละเอียดการเก็บรักษษ และการทำวัคซีนตามคำแนะนำเฉพาะของวัคซีนแต่ละชนิด เพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพดีที่สุด และสามารถเก็บรักษาได้นาน
3. ใช้วัคซีนตามคำแนะนำของสัตวแพทย์เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีรโรคระบาดเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดโรคระบาดในบริเวณใกล้เคียง
4. วัคซีนสามารถใช้จนถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ข้างขวด
5. อย่ให้วัคซีนถูกความร้อนหรือแสงแดด และจ้องให้วัคซีนครบตามขนาดที่กำหนดไว้
6. หลังให้วัคซีนแก่สัตว์ที่กำลังจะนำไปส่งโรงฆ่า ควรเว้นช่วงเวลาตามคำแนะนำของวัคซีนแต่ละชนิด
7. วัคซีนที่เหลือจากการใช้ควรทิ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงจากการปนเปื่อนด้วยเชื้อโรคอื่น ซึ่งจะทำให้คุณภาพวัคซีนลดลงและเป็นอันตรายในการนำไปใช้ครั้งต่อไป
8. ขวดบรรจุวัคซีนหรือภาชนะที่ใช้ในการผสมวัคซีน เมื่อใช้แล้วควรต้มหรือเผาทำลายเชื้อก่อนทิ้ง โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น
9. ต้องใช้วัคซีนซ้ำเมื่อหมดระยะความคุ้มโรคของวัคซีนแต่ละชนิด
10. วัคซีนแบบที่ต้องผสมกับน้ำยาละลาย เมื่อผสมแล้วต้องใช้ให้หมาดภายใน 2 ชั่วโมง ระหว่างนั้นต้องเก็บในกระติกน้ำแข็ง
11. สัตว์บางตัวอาจเกิดการแพ้หลังฉีดวัคซีน ดังนั้นจึงควรรอสังเกตอาการสัตว์ภายหลังฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 1 ชั่วดมง ถ้าเกิดอาการแพ้ให้รักษาด้วย แอดรีนาลีน หรือ แอนติฮีสตามีน
12. วัคซีนที่เสื่อมสภาพ หมาดอายุ มีการปนเปื้อน หรือสีของวัคซีนเปลี่ยนไปห้ามนำมาใช้
13. การฉีดวัคซีนให้ได้ผล ต้องพยายามฉีดให้แก่สัตว์ทุกตัวในหมู่บ้าน ยิ่งปริมาณสัตว์ที่ได้รับวัคซีนมาก ระดับภูมิคุ้มโรคในฝูงก็ยิ่งสูง โอกาสที่เกิดโรคระบาดจึงมีน้อย
14. การให้วัคซีนเพื่อสร้างระดับความคุ้มโรคในแม่พันธุ์ สามารถถ่ายทอดภูมิคุ้มกันให้ลูกได้ในระยะแรกเกิด
15. สัตว์จะป่วยหลังจากได้รับเชื้อโรคหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย หากเชื้อโาคมีปริมาณและความรุนแรงมากอาจทำให้สัตว์เป็นโรคได้
16. ไม่ควรหลังผลจากการฉีดวัคซีนแต่เพียงแย่างเดียว การป้องกันการติดโรคจากแหล่งอื่น การจัดการและการสุขภิบาลที่ดีจะช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ดีที่สุด


อาย
วัคซีนที่ใช้
อหิวาต์
เป็ด-ไก่
นิวคาสเซิล
เชื้อเป็น
สเตรน ลาโซต้า
นิวคาสเซิล
เชื้อตาย
สเตรน ลาโซต้า
กัมโบโร
เชื้อเป็น
สเตรนซี ยู วัน เอ็ม
กันโบโร
เชื้อตาย
สเตรนซี ยู วัน เอ็ม
หลอดลม
อักเสบติดต่อ
ในไก่
ฝีดาษไก่
5-7 วัน
-
-
-
-
-
/
-
7-10 วัน
-
/
-
-
-
-
-
14 วัน
-
-
-
/
-
-
-
14-21 วัน
-
-
-
-
-
/
-
3 สัปดาห์
-
/
-
-
-
-
-
5 สัปดาห์
/
-
-
/
-
-
/
8 สัปดาห์
-
/
-
-
-
-
-
16 สัปดาห์
-
/
/
-
-
-
-
18 สัปดาห์
-
-
-
-
/
-
-
ทุกๆ 6-8 สัปดาห์
-
/
/
-
-
/
-
ทุกๆ 12 สัปดาห์
/
-
-
-
-
-
-
วิธีให้
ฉีดเข้า
กล้ามเนื้อ/
ใต้ผิวหนัง
หยอดตา/จมูก
ละลายน้ำ,
สเปรย์/พ่นละออง
ฉีดเข้า
กล้ามเนื้อ/
ใต้ผิวหนัง
ละลายน้ำ
ฉีดเข้า
กล้ามเนื้อ/
ใต้ผิวหนัง
หยอดตา/
จมูก
แทงปีก


การเตรียมอุปกรณ์ก่อนทำวัคซีน
1. อุปกรณ์ในการทำวัคซีน เช่น เข็มและกระบอกฉีดยา ต้องต้มในน้ำสะอาดให้เดือดนาน 15 นาที ก่อนและหลังการใช้ ห้ามแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
2. วัคซีนชนิดเป็นน้ำหรือน้ำมันพร้อมฉีด จะต้องทำความสะอาดจุกยางและคอขวดด้วยลำลีชุบแอลกอฮอล์ เขย่าวัคซีนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใช้เข็มและกระบอกฉีดยาที่ต้มสะอาดแล้วดูดวัคซีนออกมาตามขนาดที่ใช้
3. วัคซีนชนิดที่จะต้องผสมก่อนใช้ ต้องใช้เข็มและกระบอกฉีดยาที่ต้มสะอาด ดูดน้ำยาละลายที่เตรียมไว้สำหรับวัคซีนเข้าไปในขวดบรรจุวัคซีน เขย่าให้เข้ากันประมาณ 2-5 นาที แล้วดูดวัคซีนออกมาตามขนาดที่จะใช้ วัคซีนที่ละลายแล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง ระหว่างการใช้ต้องเก็บในกระติกน้ำแข็ง สำหรับหลอดบรรจุวัคซ๊นและอุปกรร์ในการทำ เมื่อใช้แล้วควรต้มทำลายเชื้อก่อนทิ้งหรือเก็บไว้ โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น


ตำแหน่งบนตัวสัตว์ที่จะใช้ฉีดวัคซีน
สัตว์ปีก
1. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ใช้เข็มเบอร์ 20-21 ยาว 1/2 นิ้ว บริเวณกล้ามเนื้อหน้าอก หรือกล้ามเนื้อโคนขาหลัง ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหน้าอกจะมีความปลอดภัยสูงกว่าฉีดเข้ากล้ามเนื้อขาหลัง เนื้องจากกล้ามเนื้อขาหลังจะมีเส้นประสาทใหญ่พาดผ่าน
2. ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ใช้เข็มเบอร์ 20-21 ยาว 1/2 บริเวณหลังคอ
3. หยอดตา ดึงหนังตาล่าง หยดวัคซีนด้วยหลอดหยดลงที่ตา
4. หยอดจมูก ใช้นิ้วมือปิดจมูกข้างหนึ่งแล้วหยดวัคซีนที่รูจมูกอีกข้างหนึ่ง เมื่อสัตว์สูดวัคซีนแล้วจึงปล่อยนิ้ว
5. แทงปีก ใช้เข็มรูปส้อมจุ่มวัคซีนในขวดให้มิดเข็ม แทงที่พังผืดของปีก (Wing Web) อย่างให้ถูกเส้นเลือด



ฉีดเข้ากล้าม

หยอดตา

หยอดจมูก

แทงปีก
view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

view